ข้อคิดจาก 90 ปี อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์


9
มีนาคม 2549 เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 90 ปีของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปูชนียบุคคล และ "สามัญผู้ยิ่งใหญ่" คนหนึ่งของสังคมไทย ผู้ "ให้มาก และเอาไปน้อย" วันสำคัญนี้เป็นโอกาสดีที่ผู้ที่นับว่าตนเองเป็นศิษย์อาจารย์ป๋วย หรือศิษย์คำสอนและเลื่อมใสวัตรปฏิบัติอันงดงามของท่านอาจารย์ได้ทบทวนบทบาท ของตนเอง

นอกจากหนังสือ "เศรษฐกิจประเทศไทย" ที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มในเดือนตุลาคม 2498 (รวบรวมจากคำบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ของท่านอาจารย์ป๋วย สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แล้วยังมีเอกสารคำบรรยายเกี่ยวกับหลักธรรมจริยา ซึ่งควรยึดถือในทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งคุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร ปิยมิตรของท่านได้ร่วมปรับปรุงแก้ไขด้วยอีก เล่มหนึ่ง

ในเอกสารคำ บรรยายนี้ ผู้เขียนได้เน้นว่า

ธรรม และศีล ตามหลักพุทธศาสนานั้นมีความสอดคล้องกันในทางเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างดี ธรรมหมายถึงการช่วยเหลือให้บุคคลและสังคมโดยรวมดีขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือความยุติธรรม ส่วนศีล หมายถึงการละเว้นจากการสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น



ท่านอาจารย์ป๋วยได้ขยายความโดยยกตัวอย่างกรณีที่ถือว่าขัดกับหลัก ธรรมและศีลหรือหลักธรรมจริยาในทางเศรษฐศาสตร์ไว้หลายกรณี ได้แก่ (อ้างจาก อันเนื่องมาแต่ตุลาคม 2519 ป๋วย อึ๊งภากรณ์, 2523)

{xtypo_rounded2}1.ข้าราชการผู้ รับสินบนหรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน

2.ข้าราชการผู้ เกี่ยวโยงกับธุรกิจเอกชนในฐานะประธานหรือกรรมการบริษัท ซึ่งมีผลประโยชน์ขัดกับหน่วยงานซึ่งข้าราชการผู้นั้นปฏิบัติงานอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมิได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจนั้นก็ตาม

3.ข้า ราชการผู้ที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตก็ตาม

4.นโยบายเศรษฐกิจซึ่ง เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มน้อย ในขณะที่เป็นผลร้ายต่อคน ส่วนใหญ่

5.บุคคล ผู้สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการ เพื่อเอาเปรียบสาธารณชน

6.ข้อจำกัด ต่างๆ ซึ่งรัฐบาลออกบังคับใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล

7.การหลีกเลี่ยง ภาษีอากรของบุคคลและบริษัทห้างร้าน

8.การกักตุนสินค้าในยามขาดแคลน โดยมุ่งค้าหากำไรในตลาดมืด

9.ราษฎรผู้ปราศจากอาชีพ ผู้ไม่พยายามหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตหรือไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของตนในฐานะ พลเมืองของชาติ ผู้ปราศจากสติยับยั้งและความรู้สึกผ่อนหนักผ่อนเบา ผู้ที่พยายามเอาเปรียบผู้อื่น และผู้ไม่พยายามขวนขวายหาความรู้ใส่ตัว และคอยขัดขวางความก้าวหน้า

10.ชนกลุ่มน้อยซึ่งกลายเป็นผู้ร่ำรวย อย่างมหาศาลในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความยากจนแร้นแค้น

11.ผู้ที่ ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจและมีรายได้สูงหรือผู้ที่ได้รับมรดกตกทอดจำนวน มาก แต่มิได้นำทรัพย์สินเหล่านั้นมาลงทุนในทางที่ก่อให้เกิดผลผลิตอันจะช่วยการ พัฒนาทางเศรษฐกิจ
 


 
หลักธรรมจริยาทั้ง 11 ข้อข้างต้นนี้ "โดนใจ" คนหลายคนในปัจจุบัน แต่สำหรับเหล่าบรรดาผู้นับตนเองว่าเป็น "ศิษย์อาจารย์ป๋วย" แล้วมีหลายข้อซึ่งขัดกับหลักธรรมจริยาที่ควรใคร่ครวญดังต่อไปนี้

(ก) "ข้าราชการผู้รับสินบนหรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว" เหล่าศิษย์ที่ทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเงินการคลัง ทั้งหลาย พึงตระหนักว่าการสร้างให้มี "สองมาตรฐาน" เพื่อประโยชน์แห่งความก้าวหน้าในงานราชการของตน ก็เปรียบเสมือนกับการรับสินบนหรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวอย่าง ไม่ต้องสงสัย

การกล่าวเพียงเท่านี้ก็คงเพียงพอ อย่าลืมว่าสิ่งใดที่ทำไปนั้น "เพื่อนร่วมอาจารย์" เดียวกัน ผู้อยู่ในหน่วยงานลักษณะเดียวกัน รวมทั้งผู้ที่จับตามองนั้น เขามิได้ "กินแกลบ" (ขอใช้สำนวนคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์)

(ข) "ข้าราชการผู้ที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพแม้ว่าจะเป็นผู้มี ความซื่อสัตย์สุจริตก็ตาม" บางท่านที่ทำการดังกล่าวในข้อ (ก) มีสภาพเหมือน "ข้าราชการผู้ที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการผิดหลักธรรมจริยาอย่างชัดแจ้ง การละเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่อันพึงกระทำก็เป็นการผิดหลักธรรมจริยาข้อเดียว กัน

(ค) "บุคคลผู้สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการ เพื่อเอาเปรียบสาธารณชน" เป็นการละเมิดหลักธรรมจริยาของผู้ไม่ได้เป็นข้าราชการ ถ้าบังเอิญผู้นั้นเคยนับว่าเป็น "ศิษย์อาจารย์ป๋วย" ก็เท่ากับกระทำสิ่งซึ่งตรงข้ามกับคำสอนและวัตรปฏิบัติของท่านอาจารย์
 


หาก ท่านอาจารย์ป๋วยยังมีชีวิตอยู่ คงไม่มีอะไรที่ทำให้ท่านโทมนัสใจได้เท่ากับคนที่นับว่าตนเองเป็นศิษย์ละเมิด ธรรมจริยา 3 ข้อข้างต้นเป็นแน่ ไม่มีการบูชาคุณครูใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการกระทำการสิ่งที่สมกับที่เป็นศิษย์ ครู

ชีวิตของท่านอาจาย์ป๋วยนั้นเปรียบเสมือนข้อความที่ท่านอาจารย์ พระยาอนุมาน ราชธนได้เขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2484 ดังนี้

"จำได้เคร่าๆ ว่าได้อ่านหนังสืออังกฤษเรื่องหนึ่ง กล่าวถึงหาดทรายชายทะเลเวลาน้ำลงตอนเย็น เขาว่าในเวลาเย็นอย่างนั้น มีคนมาเที่ยวเล่นตามหาดทรายกันมาก บ้างนั่ง บ้างเดินกันอยู่ขวักไขว่ จะพบรอยเท้าเหยียบย่ำไปบนทรายสันสนปนกันที่ทับรอยก็มี รอยเท้าบางรายก็เป็นรอยลึกเห็นชัด ที่มีรอยเห็นชัดแต่ครึ่งเดียว รอยอีกครึ่งหนึ่งหายไปก็มี รอยเท้าเหล่านี้มีทั้งรอยใหญ่รอยเล็ก สุดแต่เจ้าของผู้ที่เหยียบย่ำมาบนทราย ครั้นแล้วรอยเท้าเหล่านั้นก็พลันถูกทะเลในเวลาน้ำขึ้นท่วมลบรอยให้สูญหายไป หมดแล้วก็ตั้งต้นมีรอยเท้าใหม่ในเวลาน้ำลงอีก เขาเปรียบรอยเท้าบนหาดทรายเหมือนชีวิตของคนที่เกิดมา ถ้าเป็นคนมีคุณงามความดี ก็เสมือนรอยที่เห็นเด่นอยู่ในทราย ผู้ที่มีคุณงามความดีน้อยกว่า ก็เสมือนรอยในทรายที่เห็นไม่เด่น หรือ บางทีก็สักแต่ว่าเป็นรอยเห็นรางๆ เท่านั้น ครั้นแล้วมฤตยูซึ่งเปรียบได้ด้วยน้ำทะเลเวลาขึ้นก็มาท่วมลบรอยหายไปหมด จะอยู่ในความจำของผู้รุ่นหลังก็แต่รอยที่เห็นเด่น....."



"ศิษย์อาจารย์ป๋วย" ทั้งหลาย เลือกได้ว่าต้องการจะเป็นรอยเท้าแบบใดครับ

วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

From Matichon{/xtypo_rounded2}