จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน และโรงทาน


วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด  กรุงเทพธุรกิจ   วันที่ 26 มิถุนายน 2546

ทสัมภาษณ์ Exclusive คุณจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.)  ตีพิมพ์ใน "กรุงเทพธุรกิจ" ฉบับวันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในเรื่องหลักประกันชีวิตคนไทย 10 ข้อ ที่ สศช.ได้เตรียม เสนอต่อรัฐบาล เพื่อสานเป็นภารกิจประเทศไทย จะไม่มีคนจนภายใน 6 ปี ทำให้ผมต้องกลับไปพลิกอ่านข้อเสนอ อมตะชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะมีอายุ ครบ 30 ปี ใน พ.ศ.2546 นี้พอดี

บทความนี้เดิมเป็นภาษาอังกฤษ นำเสนอในที่ประชุมระดับนานาชาติ ในเดือนตุลาคม 2516 และถูกแปลเป็นภาษาไทย เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "คุณภาพแห่งชีวิต, ปฏิทินแห่งความหวัง, จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ผู้เขียนคือ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้รับการตีความว่าเป็นข้อเรียกร้อง "รัฐสวัสดิการ" เป็นหนึ่งในบทความที่มีการคัดลอก และถ่ายทอดมากที่สุด ในสังคมไทย และเชื่อว่า น่าจะซึมซาบลงสู่คนหลายกลุ่ม หลายฐานะบทบาท

ซึ่งผมจะลองเปรียบเทียบ ข้อเรียกร้องของอาจารย์ป๋วยเมื่อสามสิบปีก่อน กับข้อเสนอของสภาพัฒน์ ทั้งสิบข้อในวันนี้ โดยเป็นการเทียบให้เห็นประเด็นที่สอดคล้องกันก่อน จากนั้นจะเป็นประเด็นที่ไม่ปรากฏในอีกฝ่าย ดังนี้

 
(อ.ป๋วย) ในระหว่าง 2-3 ขวบแรก ชึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโต ในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผม กับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

(สภาพัฒน์) มีอาหารเพียงพอ เพราะเด็กไทยยังเป็นโรคขาดอาหารอีกถึง 1 ล้านคน

(อ.ป๋วย) ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาว หรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรม แห่งชีวิตถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่จะรวยหรือจน จะอยู่ในเมือง หรือชนบท แร้นแค้น

(สภาพัฒน์) การศึกษา ที่ไม่ใช่แค่การศึกษาพื้นฐาน 12 ปี แต่ต้องรวมถึงการศึกษานอกโรงเรียน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

(อ.ป๋วย) บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่ จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่หรือประทุษร้ายกัน

(สภาพัฒน์) มีหลักประกันในชีวิตและทรัพย์สิน ความปลอดภัยต่อยาเสพติด

(อ.ป๋วย) ในฐานะที่ผมเป็นชาวนา ชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควร สำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้เงินมา ขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

(สภาพัฒน์) ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงแหล่งทุนและกองทุนต่างๆ (ข้อนี้ต้องถือว่า อาจารย์ป๋วยเสนอมากกว่า)

(อ.ป๋วย) ในฐานะที่ ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุดูโทรทัศน์ก็ได้ โดยไม่ต้องทนรบกวนจากโฆษณามากนัก

(สภาพัฒน์) ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำรงชีวิตหรืออาชีพของตน เช่น เกษตรกรสามารถรู้ราคาข้าว ประชาชนมีโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต

(อ.ป๋วย) ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใด หาหมอหาพยาบาลได้สะดวก

(สภาพัฒน์) ทุกคนได้รับระบบประกันสุขภาพที่มีมาตรฐานเท่าเทียมกัน

(อ.ป๋วย) ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม

(สภาพัฒน์) ทุกคนมีน้ำดื่มไม่น้อยกว่า 5 ลิตรต่อวัน และน้ำใช้ไม่น้อยกว่า 45 ลิตรต่อวัน ,มีไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือนภายใน 6 ปี

(อ.ป๋วย) เมื่อแก่ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจาก การประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

(สภาพัฒน์) ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ทุพพลภาพ ได้รับหลักประกันอย่างเท่าเทียมกัน

(อ.ป๋วย) นี่แหละคือความหมายแห่งชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่ควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

(เลขาสภาพัฒน์) แต่เดิมเราคิดว่า ความยากจนวัดที่รายได้ต่อหัวเป็นหลัก ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าเขามีหลักประกันจากรัฐบาลตรงนี้ ก็ถือว่าไม่เดือดร้อน

ข้อเสนอของสภาพัฒน์ ที่ไม่ปรากฏในข้อเรียกร้องของอาจารย์ป๋วยคือ คนไร้ที่อยู่อาศัยหรือโฮมเลส ต้องมีที่พักพิง คนไม่มีที่อยู่ สามารถไปนอนในที่ที่รัฐจัดให้ ขณะที่สมัยก่อนประเทศไทย เคยมี "โรงทาน" แบ่งปันอาหารและที่อาศัย

( ผมขอสนับสนุนสภาพัฒน์ในข้อนี้ อย่างน้อยที่สุดเรามีเด็กนับล้านคนทั้งในชนบท และเมืองหลวง ที่ต้องเอาน้ำลูบท้องทั้งวันเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้อง ไม่มีที่ซุกหัวนอนเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพและอนาคตของพวกเขา)
 


ส่วนข้อเรียกร้องของ อาจารย์ป๋วย ที่ไม่ปรากฏในหลักประกันของสภาพัฒน์ ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือเรื่องการเมือง หรือเรื่องส่วนตัวได้แก่

- ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมาก อย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

- พ่อกับแม่ ต้องอยู่ด้วยกัน อย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

- ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผม จะได้มีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้ ประโยชน์

- ผมต้องการให้ชาติของผม ได้ขายผลผลิตแก่ต่างประเทศ ด้วยราคาอันเป็นธรรม

- ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นส่วน หรือมีส่วนในโรงงาน หรือบริษัทห้างร้านที่ผมทำงานอยู่

-เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูง ในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน

- ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนร่วมในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของชาติ

- เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายแบบโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามการเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำ หรืออากาศเป็นพิษ หรือ ตาย เพราะการเมืองเป็นพิษ

แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมก็ เห็นว่า ยังเข้าข่ายหลักประกันชีวิต ที่อาจารย์ป๋วย เสนอไว้ ได้แก่

- เมื่อผมอยู่ในครรภ์มารดา ผมต้องการให้แม่รับประทานอาหาร ที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับ ความเอาใจใส่ และบริการอันดี ในเรื่องสุขภาพของแม่และเด็ก ใส่ใจ และบริการอันดี ในเรื่องสุขภาพของแม่และเด็ก

- เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ผมได้ทำงานเป็น ประโยชน์แก่สังคม

- ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่าง สำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปวรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศล อะไรได้ พอสมควร

- เมียผมต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้ และวิธีวางแผนครอบครัว

สุดท้ายมีข้อเสนอของอาจารย์ ป๋วยบางข้อ ซึ่งยากที่เราจะได้เห็นในชั่วชีวิตนี้

"เมื่อตายแล้วยังมี สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใช้ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง"